แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Mechanical-Civil แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Mechanical-Civil แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2557

รูดอล์ฟ ดีเซล

รูดอล์ฟ ดีเซล

รูดอล์ฟ ดีเซล (Rudolf Diesel) เกิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ปี ค.ศ. 1858 ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1913 เป็นชาวเยอรมันคนแรกที่นำเครื่องจักรดีเซลแรงอัดสูงมาใช้ ดีเซลเริ่มพัฒนาเครื่องจักรเป็นชื่อของตนเอง ในปี ค.ศ. 1892 และได้รับสิทธิบัตรเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงชนิดใหม่ ซึ่งเป็นการจุดระเบิดโดยความร้อนจากการอัดอากาศในโมเลกุลมีความหนาแน่นขึ้นในกระบอกสูบ เมื่อโลเลกุลถูกบีบอัดก็จะเกิดพลังงานความร้อนขึ้น และฉัดน้ำมันเพื่อให้เกิดการสันดาป โดยไม่ใช้ประกายไฟหรือหัวเทียน เครื่องยนต์ดีเซลต้นแบบสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1897 ได้รับความสนใจจากทั่วโลก ภายหลังมีการตั้งโรงงานผลิตเครื่องยนต์ที่เมืองออกสบูร์ก ซึ่งมีการปรับปรุงในการออกแบบและมีการนำโลหะผสมที่น้ำหนักเบามาช่วยแก้ไขข้อบกพร่องอีกด้วยรูดอล์ฟ ดีเซล เกิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ.1858 ในกรุงปารีสฝรั่งเศส ซึ่งพ่อแม่ของเขาย้ายมาจากเยอรมัน เขาเกิดมาในครองครัวที่มีฐานะจึงได้รับการศึกษาที่ดี เขาได้เข้ามาศึกษาที่ประเทศอังกฤษ และในระดับอุดมศึกษาเขาได้ศักษาต่อที่โรงเรียนอาชีวศึกษา ที่อ๊อกซเบิร์ก เยอรมัน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีกรุงมิวนิค ด้านวิศวกรรมศาสตร์ 
หลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี กรุงมิวนิค ประเทศเยอรมนี ดีเซลได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่กรุงปารีส และได้เข้าทำงานในโรงงานประกอบเครื่องทำน้ำแข็งของศาสตราจารย์คาร์ฟอนลินเด ซึ่งเป็นอาจารย์ของเขาเองที่มหาวิทยาลัย การทำงานในโรงงานแห่งนี้ ดีเซลต้องทำงานในหลายตำแหน่งหน้าที่ ได้แก่ ตัวแทนซื้อขาย คนคุมงาน ประดิษฐ์ซ่อมเครื่องกล ผู้อำนวยการและที่ปรึกษา ต่อมาเมื่อลินเดเปิดโรงงานประกอบเครื่องทำน้ำแข็งขึ้นในเมืองมิวนิค รูดอล์ฟ ดีเซลได้ขอลินเดย้ายไปทำงานที่นั่น
ในระหว่างนี้เอง เขาได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเครื่องจักร และสามารถประดิษฐ์เครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซแอมโมเนียแทนการใช้พลังงานไอน้ำได้ และเครื่องยนต์ที่อาศัยหลักการสันดาป แต่ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับรูดอล์ฟ ดีเซลมากที่สุด ก็คือ เครื่องยนต์แบบใช้อากาศอัด แต่เครื่องยนต์ชนิดใหม่ที่รูดอล์ฟ ดีเซลได้ประดิษฐ์ขึ้น ก็ยังมีข้อเสียอยู่ที่ผนังกระบอกสูบไม่แข็งแรงพอที่จะต่อความดันอากาศสูงๆ ได้ ดังนั้นรูดอล์ฟ ดีเซลจึงหันมาปรับปรุงการประดิษฐ์กระบอกสูบ เครื่องยนต์ของรูดอล์ฟ ดีเซลประสบความสำเร็จในปี ค.ศ.1897 โดยเขาได้ใช้เวลาในการค้นคว้านานถึง 5 ปี รูดอล์ฟ ดีเซลได้ตั้งชื่อเครื่องยนต์ตามชื่อของเขาว่า ดีเซล ตามคำแนะนำของภรรยา
สิทธิบัตรเครื่องยนต์ดีเซล
ต่อมาในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้นเอง รูดอล์ฟ ดีเซลได้ตั้งบริษัทขึ้นเพื่อผลิตเครื่องยนต์ดีเซลออกจำหน่าย โดยตั้งชื่อบริษัทแห่งนี้ว่า ไรซิงเกอร์ไมเยอร์ และรูดอล์ฟ ดีเซล บริษัทของเขาได้ดำเนินกิจการไปได้ด้วยดี นอกจากนี้เขายังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จาก มหาวิทยาลัยอีกหลายแห่ง แต่ในไม่ช้ารูดอล์ฟ ดีเซลก็ต้องพบกับความเดือดร้อนแสนสาหัส เนื่องจากในขณะนั้นกฎหมายเรื่องสิทธิบัตร ยังมีความละหลวมอยู่มาก ทำให้รูดอล์ฟ ดีเซลต้องเสียเงินทองเป็นจำนวนมากสำหรับการฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องในสิทธิ บัตรของเขา อีกทั้งสุขภาพของเขายังเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ เพราะความเหน็ดเหนื่อยทั้งทางกายและทางใจจากการต่อสู้ในเรื่องของสิทธิบัตรเครื่องยนต์ของเขาและต่อมาบริษัทของเขาก็ต้องประสบกับภาวะการขาดทุนอย่าง รุนแรง
ในช่วงบั้นปลายชีวิตของรูดอล์ฟ ดีเซล เขาต้องท้อแท้ใจอย่างมากเพราะสิ่งที่เขาทุ่มเทอย่างหนักมาตลอดระยะเวลาต้องล้มเหลวลงอย่างไม่เป็นท่า ดังนั้นในปี ค.ศ.1913 เขาได้เดินทางไปยังประเทศอังกฤษ และไม่ได้เดินทางกลับมาอีกเลย ซึ่งภายหลังมีข่าวว่าเขา ได้หายไปในช่องแคบอังกฤษ แม้ว่ารูดอล์ฟ ดีเซลจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่สิ่งที่เขาได้ทิ้งไว้สร้างคุณประโยชน์ให้กับนักประดิษฐ์รุ่นหลังเป็นอย่างมากก็คือ เครื่องยนต์ดีเซลที่มีประสิทธิภาพในการใช้งาน

คาร์ล เบนซ์

คาร์ล เบนซ์

คาร์ล เบนซ์ (อังกฤษKarl Friedrich Benz) (25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2387 - 4 เมษายน พ.ศ. 2472วิศวกรยานยนต์ชาวเยอรมัน และเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปว่าเป็นหนึ่งในผู้ประดิษฐ์รถยนต์เครื่องยนต์เบนซิน (Benzine หรือ Gasoline) ขึ้น
ในปี พ.ศ. 2426 คาร์ล เบนซ์ ได้ตั้งบริษัท Benz & Co. Rheinische Gasmotoren-Fabrik ขึ้น (ซึ่งได้ภายหลังได้ร่วมกิจการกับ Daimler Motoren Gesellschaft เป็น Daimler-Benz AG และเมื่อปี พ.ศ. 2541 ก็ได้ร่วมกิจการกับ Chrysler Corporation เป็นบริษัท DaimlerChrysler แต่ปัจจุบันได้แยกกิจการออกจากกันแล้ว) และในปี พ.ศ. 2429 เขาไปสร้างรถยนต์ 3 ล้อ (tri-car) ซึ่งเป็นรถยนต์เพื่อการค้าคันแรก นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ประดิษฐ์ คลัชคาบูเรเตอร์, และหัวเทียนขึ้นมาอีกด้วย

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

อุปกรณ์พื้นฐานสาขาโยธา

อุปกรณ์พื้นฐานสาขาโยธา


เครื่องตอกเสาเข็ม



ลูกดิ่ง



เครื่องตรวจระดับถนน



เครื่องเจียคอนกรีต



เครื่องเจาะดิน



ระดับน้ำ


อุปกรณ์พื้นฐานสาขาเครื่องกล

อุปกรณ์พื้นฐานสาขาเครื่องกล


เครื่องไส



เครื่องเชื่อม



ครีมล็อค



เครื่องดัดเหล็ก



เครื่องกลึง



เครื่องตัดเหล็ก



Cแค้ม



ปากกาจับชิ้นงาน



ไขควง









วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

ต้นทุนการผลิตสินค้าสำเร็จรูป

งบต้นทุนผลิต  (Statement  of  Cost  of  Goods  Manufactured)
            กิจการอุตสาหกรรมที่มีการผลิตสินค้าสำเร็จรูปเพื่อออกจำหน่าย  จะต้องมีการจัดทำงบต้นทุนผลิต  เพื่อคำนวณหาต้นทุนผลิตสินค้าสำเร็จรูปในแต่ละงวดบัญชี

งบกำไรขาดทุน  (Income  Statement)
            กิจการอุตสาหกรรมนอกจากจะต้องจัดทำงบต้นทุนผลิตแล้วยังต้องจัดทำงบกำไรขาดทุดเพื่อวัดผลการดำเนินงาน  สำหรับงบกำไรขาดทุนของกิจการอุตสาหกรรมจะแตกต่างจากกิจการอื่น  ที่ต้นทุนขายสินค้าในงบกำไรขาดทุนจะประกอบด้วย  สินค้าสำเร็จรูปต้นงวด  บวกด้วยต้นทุนผลิตสินค้าสำเร็จรูป  หักด้วยสินค้าสำเร็จรูปปลายงวด  ส่วนรายได้และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก็แสดงเช่นเดียวกับกิจการประเภทอื่น

งบดุล  (Balance  Sheet)
            งบดุลของกิจการอุตสาหกรรมจะเหมือนกับกิจการอื่น  จะแตกต่างกันที่รายการสินค้าคงเหลือปลายงวด  ซึ่งสินค้าคงเหลือของกิจการอุตสาหกรรมประกอบด้วย  วัตถุดิบ  งานระหว่างทำ  สินค้าสำเร็จรูป  และวัสดุโรงงาน


More informations about the topic 

click!!

สมบัติของวัสดุ

สมบัติของวัสดุ แบ่งได้ 3 ประเภท คือ
      
               สมบัติ หมายถึง ลักษณะเฉพาะของวัสดุนั้น ๆ เช่น ความทนต่อการกัดกร่อน  ความคงทนต่ออุณหภูมิ การนำไฟฟ้า การนำความร้อน ความหนาแน่น  จุดหลอมเหลว และความแข็งแรง

     1. สมบัติทางเคมี ( Chemical Properties)
               หมายถึง ส่วนผสมทางเคมีของวัสดุนั้น ความทนทานต่อการกัดกร่อน ความคงทนต่ออุณหภูมิ สมบัติเหล่านี้ของวัสดุแต่ละชนิดจะมีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งจะต้องคำนึงถึงวัสดุใด ๆ มาใช้งาน
     2. สมบัติทางกายภาพ ( Physical Properties)
               หมายถึง ความสามารถในการนำไฟฟ้าและการนำความร้อน ความหนาแน่น   จุดหลอมเหลวของวัสดุต่างๆ         
    3. สมบัติทางกล ( Mechanical Properties )
      หมายถึง ความสามารถต่อการตอบสนองต่อแรงทางกล ที่มากระทำต่อวัสดุนั้น เช่น
             ความแข็งแรง ( strength ) หมายถึง เมื่อมีแรงมากระทำต่อวัสดุจะเกิดแรงภายในเนื้อวัสดุขึ้นต้านแรงกระทำนั้น
          ความแข็งแรงของวัสดุมีหลายอย่าง เช่น
      1.1 ความแข็งแรงในการรับแรงดึง ( Tensile Strength )
      1.2 ความแข็งแรงในการรับแรงอัด ( Compressive Strength )
      1.3 ความแข็งแรงเฉือน( Shearing Strength ) 

วัสดุในอุตสาหกรรมการผลิต

วัสดุในอุตสาหกรรมการผลิต



ารจำแนกประเภทของวัสดุ (Classification of Materials)
สำหรับวัสดุในงานอุตสาหกรรมสามารถจำแนกออกตามลักษณะของผลผลิตเป็น กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ประเภทโลหะ(Metallic) โพลิเมอร์ (Polymer) หรือพลาสติก และเซรามิค (Ceramics)  

  1. วัสดุโลหะ (Metallic Materials) วัสดุประเภทนี้เป็นอนินทรีย์สารที่มีธาตุที่เป็นโลหะประกอบอยู่อย่างน้อยหนึ่งธาตุและบางครั้งอาจมีธาตุที่ไม่ใช้โลหะบางชนิดเจือปนด้วย ตัวอย่างของธาตุที่เป็นโลหะเช่น เหล็ก ทองแดง อลูมิเนียม นิกเกิล และไทเทเนียม ธาตุที่ไม่ใช่โลหะเช่น คาร์บอน ไนโตรเจน และออกซิเจน ซึ่งอาจปนอยู่ในโลหะได้ โครงสร้างของโลหะมีรูปผลึกนั่นคือ อะตอมมีการจัดเรียงตัวอย่างมีระเบียบ โดยปกติโลหะเป็นสื่อนำความร้อนและไฟฟ้าได้ดี สำหรับการแบ่งประเภทของโลหะสามารถจำแนกออกประเภทของโลหะ (Metallic) แบ่งย่อยออกได้เป็น ประเภทใหญ่ คือ
  • โลหะเหล็ก (Ferrous Metal) ได้แก่ เหล็กกล้า (Steel) เหล็กหล่อ (Cast Iron) หรือโลหะอื่นที่มีเหล็กเป็นองค์ ประกอบหลัก (Iron Base Metal) เช่น เหล็กกล้าผสม (Alloy Steel) เหล็กไร้ สนิม (Stainless Steel) หรือเหล็กกล้าคาร์บอน (Carbon Steel) เป็นต้น
  • โลหะที่ไม่ใช่เหล็ก (Non Ferrous Metal) คือ โลหะที่ไม่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ โลหะเหล่านี้อาจมีสมบัติบางจุดด้อยกว่าเหล็ก แต่ก็มีสมบัติพิเศษซึ่งเหล็กไม่มี เช่น น้ำหนักหรือความถ่วงจำเพาะ ความหนาแน่น ความสวยงามของสีสัน สภาพที่เป็นตัวนำไฟฟ้าและความร้อน โลหะที่ไม่ใช่เหล็กนี้แบ่งออกได้ ชนิด คือ โลหะหนัก (Heavy) โลหะเบา (Light Metals) และโลหะผสม (Alloy)

     2. วัสดุโพลิเมอร์ (Polymer Materials) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พลาสติก” เป็นสารประกอบอินทรีย์ ที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่สามารถสังเคราะห์ขึ้นได้ ประกอบขึ้นด้วย อะตอมของคาร์บอนและไฮโดรเจนเป็นส่วนใหญ่ โมเลกุลโซ่ยาวหรือเป็นร่างแห โดยโครงสร้างแล้วโพลิเมอร์ส่วนใหญ่ไม่มีรูปผลึก แต่บางชนิดมีโครงสร้างทั้งเป็นรูปผลึกและไม่เป็นรูปผลึกอยู่ในตัว ความแข็งแรงและความอ่อนเหนียวของโพลิเมอร์อาจแตกต่างกันได้มาก โพลิเมอร์มีความสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากเช่น อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมสิ่งทอ หรืออุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น



   3. วัสดุเซรามิค (Ceramics Materials) เป็นสารประกอบที่ประกอบด้วยธาตุอย่างน้อย อย่าง จับตัวกันแบบโควาเลนต์ และไอโอนิค ทั้งโครงสร้างแบบผลึกเดียว และอสัญฐาน เป็นวัสดุทางวิศวกรรมที่ความสำคัญมากเนื่องจากคงความแข็งมากแม้นอุณหภูมิสูง ค่าการนำความร้อนและการนำไฟฟ้าต่ำ น้ำหนักเบากว่าโลหะ ทนต่อการสึกหรอ จุดหลอเหลวสูง เปราะ เซรามิคเป็นสารอินทรีย์ จำพวกดิน หิน ทราย และธาตุต่าง ๆ ที่นำาผสมกัน คือสารประกอบที่มีธาตุ โลหะ และธาตุอโลหะ เป็นองค์ประกอบ หรือธาตุกึ่งโละกับอโลหะ เช่น ออกไซด์ ไนไตรด์ คาร์ไบด์ เป็นต้น สรประกอบเหล่านี้การยึดตัวอระหว่างอะตอเป็นแบบไอออนิก (Ionic) และโควาเลนต์ (Covalent) จากลักษณะการจับตัวของเซรามิคจึงทำให้แบ่งเซรามิคออกเป็น ชนิด คือ เซรามิคดั้งเดิม (Tradition Ceramics) และเซรามิคสมัยใหม่หรือเซรามิควิศวกรรม
        

การแบ่งประเภทของอุตสาหกรรม

การแบ่งประเภทของอุตสาหกรรม

     อุตสาหกรรม  เป็นคำที่บัญญัติขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  แทนคำภาษาอังกฤษ  คือ Industry  และให้หมายถึง  การทำของขึ้นมาให้เป็นสินค้า  นั่นคือ  การแปรรูปวัตถุดิบเพื่อใช้ประโยชน์ให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์  หรือบริการในเชิงการค้า  ทำให้เกิดผลออกมามีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (Value added)
       ประเทศไทยมีนโยบายเน้นการพัฒนาเพื่อก้าวไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่  จึงก่อให้เกิด  โรงงานอุตสาหกรรมหลายประเภท  กระจายสู่ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ  มีการผลิตหรือการแปรสภาพของวัสดุสิ่งของ  ให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการค้า  ซึ่งพอสรุปประเภทอุตสาหกรรมตามขั้นตอนการผลิตให้เป็นผลิตภัณฑ์ได้ดังนี้
       1.1  ประเภทอุตสาหกรรมที่แบ่งตามลักษณะวัสดุที่นำมาใช้ในการผลิต
       1.2  ประเภทอุตสาหกรรมที่แบ่งตามกรรมวิธีหรือกระบวนการผลิต
       1.3  ประเภทอุตสาหกรรมที่แบ่งตามลักษณะของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

1.1  ประเภทอุตสาหกรรมที่แบ่งตามลักษณะวัสดุที่นำมาใช้ผลิตแบ่งออกได้เป็น 3 พวก  คือ

ประเภทอุตสาหกรรม
ความหมาย
ผลิตผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้
1.1.1  อุตสาหกรรมขั้นปฐมหรือขั้นพื้นฐาน  (Primary  Industry)
     อุตสาหกรรมที่นำเอาทรัพยากรธรณี  หรือผลิตผลทางการเกษตร  การประมง  การเลี้ยงสัตว์ที่ได้มาโดยตรงเป็นวัตถุดิบ
   การขุดแร่  การขุดน้ำมัน  และแก๊สธรรมชาติ  การแปรรูปไม้ การหีบฝ้าย  การทำน้ำตาล  การทำหนังแห้ง 
การสีข้าว  การสกัดน้ำมันพืช นมและผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์ประมงแช่แข็ง ธัญพืช  อาหารสัตว์
1.1.2  อุตสาหกรรมขั้นทุติยะ(Secondary  Industry)
   อุตสาหกรรมที่นำเอาผลิตผลจากอุตสาหกรรมขั้นปฐมมาเป็นวัตถุดิบเพื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปอื่น ๆ ต่อไป
กลั่นน้ำมัน  การเอาสินแร่มาถลุงเป็นโลหะ  ปั่นด้าย  
ทำน้ำตาลทรายฟอกขาว 

1.2  ประเภทอุตสาหกรรมที่แบ่งตามกรรมวิธีหรือกระบวนการผลิตแบ่งได้เป็น 3 ประเภท

ประเภทอุตสาหกรรม
ความหมาย
ผลิตผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้
1.2.1  อุตสาหกรรมในเชิงสกัด(Extraction Industry)
  อุตสาหกรรมที่มีกรรมวิธีการผลิตโดยใช้การสกัดเอาสิ่งที่ต้องการออกมาจากวัตถุดิบเป็นสำคัญ
   การสีข้าวเปลือกให้เป็นข้าวสาร  การสกัดน้ำมันจากรำ  เมล็ดฝ้าย  เมล็ดนุ่นมะพร้าว,  ผลปาล์ม  การทำนาเกลือ
การเพาะปลูก  การป่าไม้ 
การย่อยหิน  การทำสารส้ม
1.2.2  อุตสาหกรรมการผลิตหรืออุตสาหกรรมโรงงาน(Manufacturing)
   อุตสาหกรรมที่ทำการผลิตสินค้าสำหรับออกจำหน่ายโดยมีสถานที่ทำการผลิตที่เรียกว่า  โรงงาน  เป็นการนำเอาวัตถุดิบมาปรุงแต่ง ดัดแปลง  แปรสภาพด้วยแรงงานมนุษย์  หรือเครื่องจักรกล  เพื่อเปลี่ยนสภาพมาเป็นเครื่องอุปโภคบริโภค
   การผลิตรองเท้า  รถยนต์ การทำเยื่อกระดาษ  ผลิตสุรา หรือแอลกอฮอล์  ผลิตยาและเวชภัณฑ์  ทำอาหารกระป๋อง ปั่นด้าย  ทอผ้า  สร้างเครื่องจักร  และยังรวมถึงเครื่องหัตถกรรม
1.2.3  อุตสาหกรรมขนส่งและบริการ (Service Industry)
   การประกอบธุรกิจด้านการให้บริการหรืออำนวยความสะดวก
   การขนส่ง  การโรงแรม  การจัดทัศนาจร  การท่องเที่ยว การค้าขาย  การธนาคาร  การโทรคมนาคม  การไปรษณีย์

1.3  ประเภทอุตสาหกรรมที่แบ่งตามลักษณะของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปแบ่งเป็น 3 ประเภท

ประเภทอุตสาหกรรม
ความหมาย
ลักษณะผลิตภัณฑ์ที่ผลิต
1.3.1  อุตสาหกรรมหนัก(Heavy Industry)
   อุตสาหกรรมที่ต้องใช้เครื่องจักรกล  แรงงาน  และเงินจำนวนมาก  ใช้เทคโนโลยีระดับสูง ผลิตภัณฑ์มีน้ำหนักมาก  ปกติมักใช้โลหะที่มีน้ำหนักมาก เช่น  เหล็ก  ทองแดง  เป็นวัตถุดิบ
   เหล็กกล้า  การทำเหล็กเส้น เหล็กแผ่น  การทำสายไฟฟ้า การต่อเรือ  การสร้างรถไฟ ภาพยนตร์  เครื่องจักรกล 
การสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์  อุตสาหกรรมเคมี
1.3.2  อุตสาหกรรมเบา (Light Industry)
   อุตสาหกรรมที่ดำเนินการเอาวัตถุดิบอันเป็นผลจากอุตสาหกรรมหนักมาประดิษฐ์เป็นผลิตภัณฑ์  หรือผลิตสิ่งของเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหนักเบา  เป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องใช้ทุนมากนัก
   การทอผ้า  การทำอาหารกระป๋อง  การทำยาและการทำเครื่องเวชภัณฑ์ 
การทำอลูมิเนียม  การผลิตเครื่องวิทยุ  เครื่องโทรทัศน์ การผลิตเครื่องเด็กเล่น  สิ่งทอและการผลิตแป้งชนิดต่าง ๆ
1.3.3  อุตสาหกรรมในครอบครัว (Home or Cottage Industry)
   กิจการที่ทำกันขึ้นภายในครอบครัวหรือภายในครัวเรือน  มักจะเป็นประเภทหัตถกรรม  ถ้าจะมีการใช้เครื่องจักรบ้างก็ขนาดเล็ก ผลิตใช้เองในครอบครัว เหลือจึงจำหน่ายเป็นอาชีพ
   การทำร่ม  การจักสาน  
การทอผ้าไหม  การแปรรูปอาหาร  เครื่องปั้นดินเผา 
ผลิตภัณฑ์โอท๊อปประจำจังหวัดต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับ 3 ดาวถึง 5ดาว







วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557

บัญชีภาษีอากร และ บัญชีการเงิน

บัญชีภาษีอากร และ บัญชีการเงิน แตกต่างกันอย่างไร
           ในการจัดทำบัญชีของธุรกิจนอก จากจะต้องมีความรู้ด้านบัญชีไม่ว่าจะเป็นหลักการบัญชีทั่วไป มาตรฐานการบัญชี แล้ว นักบัญชีและผู้บริหารกิจการจะต้องมีความรู้ด้านภาษีอากรอีกด้วย
           ดังนั้นการจัดทำงานเกี่ยวกับ บัญชีจะต้องมีแนวทาง ที่จะกำหนดในการจัดทำเพราะต้องคำนึงถึงทั้งหลักการบัญชีและ กฎหมายภาษีอากร ซึ่งมีอยู่บ่อยครั้งมักจะพบว่า บัญชีที่ ได้จัดทำนั้นไม่ตอบสนองกับหลักเกณฑ์ทางกฎหมายภาษีอากร มีข้อขัดแย้งกับที่นักบัญชีจะต้องเข้าไปแก้ไขปรับปรุงให้เป็น ที่ยอมรับและถูกต้องทั้งด้านการบัญชีและกฎหมายภาษี อากร จะเห็นได้ว่าหากนักบัญชีได้มีการจัดทำบัญชีตั้งแต่สมุดรายวันขั้นต้น สมุดขั้นปลาย งบทดลอง งบการเงิน นักบัญชีจะยึดหลักการบัญชีและมาตรฐานการบัญชี อีกนัยหนึ่งก็คือยึดหลักของบัญชีการเงิน(Financial Accounting) นักบัญชีจะต้องนำข้อมูลทางบัญชีการเงินมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับกฎหมายภาษี อากรซึ่งก็คือการบัญชีภาษีอากร (Tax Accounting) ข้อแตกต่างระหว่างบัญชีการเงินกับบัญชีภาษีอากรจึงสรุปได้ดังต่อไปนี้
บัญชีภาษีอากร (Tax Accounting)
           เป็นการนำหลักเกณฑ์ทางบัญชี มาตรฐานการบัญชี มาปรับให้เข้ากับประมวลรัษฎากรและกฎหมายภาษีอากรต่างๆ ให้สอดคล้องกันเพื่อให้ถูกต้องตามหลักการบัญชีและกฎหมายภาษีอากรไม่ว่าจะ เป็นเรื่องการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิ เงื่อนไขการรับรู้รายได้และรายจ่ายของกิจการ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้- นิติบุคคล ภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรืออากรแสตมป์ สืบเนื่องมาจากหลักการบัญชี หลายประการที่ขัดแย้งไม่เป็นไปตาม กฎหมายภาษีอากรนั่นเอง มักจะพบเห็นกันเมื่อมีการจัดทำบัญชีของธุรกิจในแต่ละรายการค้าแต่ละงวดบัญชี มักจะ ปรากฏอยู่เสมอว่า หลักในการจัดทำบัญชีไม่เป็นไปตามกฎหมายภาษีอากร ซึ่งผู้จัดทำบัญชีจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข รายการค้าที่เกิดขึ้นให้เป็นไปตามเงื่อนไขทางภาษีอากรที่ได้กำหนดเอาไว้
             นักบัญชีส่วนใหญ่มีความรู้ความ เข้าใจในการจัดทำบัญชีการเงิน แต่ขาดความเข้าใจในตัวบทกฎหมายภาษีอากร โดยเฉพาะการนำกฎหมายภาษีอากรมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากันกับหลักการบัญชี โดยมากแล้วนักบัญชีมักจะทราบแต่ พื้นฐานเบื้องต้นในการคำนวณหรือชำระภาษีอากร เช่น อัตราร้อยละของภาษีที่ต้องชำระ ต้องหักและนำส่งเท่านั้น

บัญชีการเงิน (Financial Accounting)
           เป็นการจัดทำบัญชีเพื่อบันทึก รายการค้าที่เกิดขึ้นในแต่ละงวดบัญชี ตลอดจนการแสดงฐานะการเงินของกิจการ ในการจัดทำงบการเงิน แสดงการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงิน และผลการดำเนินงานของกิจการเพื่อรายงานต่อผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น บุคคลภายนอก และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นงบกำไรขาดทุน งบต้นทุนผลิต งบดุล งบกระแสเงินสด งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น งบประกอบอื่นและหมายเหตุประกอบงบการเงินของกิจการ และรายละเอียดประกอบการจัดทำรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง
สรุปวัตถุประสงค์ของข้อแตก ต่างระหว่างบัญชีการเงินและบัญชีภาษีอากรได้ดังนี้
บัญชีภาษีอากร
1. ปรับหลักการบัญชีให้เข้ากับกฎหมายภาษีอากร
2. หาข้อยุติทางบัญชีและภาษีอากรให้สอดคล้องกัน
3. ปรับปรุงการบันทึกบัญชีให้เหมาะสมถูกต้องตาม กฎหมายภาษีอากร
4. จัดทำบัญชีที่กฎหมายภาษีอากรกำหนดให้ทำ เช่น บัญชีพิเศษแสดงการหักภาษี ณ ที่จ่าย
     และการนำส่งภาษีรายงานภาษีมูลค่าเพิ่ม

5. ปรับปรุงรายรับทางบัญชีให้ตรงกับภาษีอากร
บัญชีการเงิน
1. ช่วยในด้านการควบคุมรายรับ ? รายจ่ายสินทรัพย์ - หนี้สินและส่วนของเจ้าของ
2. ช่วยในการบริหารงานของกิจการ
3. ช่วยในการตัดสินใจในการดำเนินงานขยาย ? เลิกกิจการ ฯลฯ
4. เพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกโดยเฉพาะผู้ถือ หุ้นที่ต้องการข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจ
5. หลักฐานพิสูจน์ความถูกต้องในการจัดทำบัญชี การรวบรวมข้อมูลทางบัญชีการเงิน

การบัญชีสำหรับกิจการอุตสาหกรรม

การบัญชีสำหรับกิจการอุตสาหกรรม

วัตถุประสงค์การศึกษา 

1.ทราบถึงส่วนประกอบของสินค้าคงเหลือของกิจการอุตสาหกรรม
2.สามารถบันทึกบัญชีเกี่ยวกับกิจการอุตสาหกรรมได้
3.สามารถจัดทำงบต้นทุนผลิต  งบกำไรขาดทุน  และงบดุล  ของกิจการอุตสาหกรรมได้

สินค้าคงเหลือของกิจการอุสาหกรรม
    ในการดำเนินธุรกิจผลิตสินค้า  สินค้าคงเหลือของกิจการมีความหลากหลายมากกว่ากิจการซื้อขายสินค้า  สินค้าคงเหลือของกิจการอุตสาหกรรม  ประกอบด้วย

1.วัตถุดิบ  (Raw  Material)
หมายถึง  วัตถุดิบซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตสินค้าสำเร็จรูป  วัตถุดิบจะเป็นสินค้าคงเหลือในวันสิ้นงวดบัญชี

2.งานระหว่างทำ  (Work  In  Process) 
หมายถึง  วัตถุดิบที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการผลิตให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป  ซึ่งยังผ่านกระบวนกรผลิตไม่ครบถ้วน  เป็นสินค้าที่อยู่ระหว่างกระบวนการผลิต  เมื่อสิ้นงวดบัญชีจะถือว่างานระหว่างทำเป็นสินค้าคงเหลือของกิจการด้วย

3.สินค้าสำเร็จรูป  (Finish  Goods) 
หมายถึง  วัตถุดิบที่ผ่านกระบวนการผลิตทั้งหมดจนกลายเป็นสินค้าที่พร้อมจะนำไปจำหน่ายได้แล้ว 

4.วัสดุโรงงาน  (Factory  Supplies)
หมายถึง  วัสดุที่ใช้เป็นส่วนประกอบในการแปรรูปวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป  เช่น  ด้ายที่ใช้ในการเย็บเสื้อผ้า  เป็นต้น

ต้นทุนการผลิตสินค้าสำเร็จรูป  (Cost of  Goods  Manufactured)
ต้นทุนของการผลิตสินค้าสำเร็จรูปแบ่งเป็น  3  ประเภท  คือ

1.วัตถุดิบทางตรง  (Direct  Materials)
2.ค่าแรงงานทางตรง  (Direct  Labor)
3.ค่าใช้จ่ายในการผลิต  (Overhead)

วัตถุดิบทางตรง  (Direct  Materials)
หมายถึง  วัตถุดิบหลักที่กิจการนำมาแปรสภาพให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป  เช่น  การตัดเสื้อผ้า วัตถุดิบทางตรงคือ  ผ้า

ค่าแรงงานทางตรง  (Direct  Labor)
หมายถึง  ค่าจ้างแรงงานคนงานที่ทำหน้าที่โดยตรงในการผลิตสินค้าสำเร็จรูป  เช่น  ค่าแรงคนงานเย็บเสื้อผ้า

ค่าใช้จ่ายในการผลิต  (Overhead)
หมายถึง  ค่าใช้จ่ายที่กิจการจ่ายไปเพื่อให้กระบวนการผลิตเสร็จสมบูรณ์  เช่น  ค่าน้ำค่าไฟฟ้าโรงงาน  ค่าเช่าโรงงาน  ค่าเสื่อมราคาโรงงาน  เป็นต้น

การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับการผลิตสินค้าสำเร็จรูป

กิจการอุตสาหกรรมมีขั้นตอนในการบันทึกบัญชีโดยเริ่มตั้งแต่การผลิตสินค้าจนถึงการจำหน่ายสินค้า  ซึ่งมีวิธีการบันทึกบัญชี  ดังนี้

1.การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับวัตถุดิบ

รายการค้า
การบันทึกบัญชี
1.  เมื่อซื้อวัตถุดิบ
Dr.ซื้อวัตถุดิบ


Cr.เงินสด/เจ้าหนี้
2.  เมื่อส่งคืนวัตถุดิบ
Dr.เงินสด/เจ้าหนี้


Cr.ส่งคืนวัตถุดิบ
3.  เมื่อเบิกวัตถุดิบทางตรงไปใช้ในการผลิต
ไม่มีการบันทึกบัญชีเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ในบัญชีย่อย
4.  เมื่อมีการซื้อวัสดุโรงงาน
Dr.วัสดุโรงงาน


Cr.เงินสด/เจ้าหนี้
5.  เมื่อเบิกวัสดุโรงงานไปในใช้ในการผลิต
ไม่มีการบันทึกบัญชีเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ในบัญชีย่อย
6.  เมื่อมีการจ่ายค่าขนส่งวัตถุดิบที่ซื้อ
Dr.ค่าขนส่งวัตถุดิบ
               Cr.เงินสด
7.  เมื่อมีการจ่ายชำระหนี้และได้รับส่วนลด
Dr.เจ้าหนี้
                Cr.เงินสด
                     ส่วนลดรับ

2.การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับค่าแรงงาน

รายการค้า
การบันทึกบัญชี
1.  เมื่อมีการคิดค่าแรงงาน
Dr.ค่าแรงงาน


Cr.คาแรงงานค้างจ่าย
2.  เมื่อจำแนกค่าแรงงาน
Dr.ค่าแรงงานทางตรง
    ค่าแรงงานทางอ้อม


Cr.ค่าแรงงาน
3.  เมื่อจ่ายค่าแรงงาน
Dr.ค่าแรงงานค้างจ่าย


Cr.เงินสด

3.การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการผลิต

รายการค้า
การบันทึกบัญชี
เมื่อมีค่าใช้จ่ายในการผลิตต่าง ๆ เกิดขึ้น
Dr.ค่าใช้จ่ายในการผลิตต่าง ๆ
               Cr.เงินสด/ธนาคาร/บัญชีปรับปรุงต่าง ๆ