วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Ching, Frank (Francis D.K.)

Ching, Frank (Francis D.K.) 
(เกิดเมื่อ พศ.2486) ปัจจุบันอายุ 70 ปี

ผู้เขียนตำราสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นด้านเนื้อหาและลายเส้น
ท่านหนึ่งของโลก ท่านเกิดที่ฮาวาย 
ศึกษาสถาปัตยกรรมที่มหาวิทยาลัย นอรเทอดัมม์ 
ซึ่งท่านได้เขียนบันทึกลายเส้นเพื่อใช้ประกอบในการสอน
ในรายวิชา และยังเป็นประโยชน์ในการเผยแพร่องค์ความรู้
ทางสถาปัตยกรรม

ในปี พศ.2517 ได้ตีพิมพ์ Building Construction Illustrated and Architecture: Form, Space & Order
ปี พศ. 2523 - 2549 สอนสถาปัตยกรรม University of Washington 
ปี พศ .2533 เป็นอาจารย์พิเศษเยือนสอน Tokyo Institute 
of Technology พศ.2536 ที่Chinese University of 
Hong Kong

ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ Nottingham Trent University, New Asia College, Chinese University of 
Hong Kong ถูกยกย่องเป็นผู้เป็นเลิศทางการเขียนตำรา
อ้างอิงทางสถาปัตยกรรมในระดับนานาชาติ


Ludwig Mies van der Rohe

Ludwig Mies van der Rohe
ผู้บุกเบิกแห่งวงการสถาปัตยกรรมสมัยใหม่
           ลุดวิก มีส ฟาน เดอร์ โรห์ (เยอรมัน: Ludwig Mies van der Rohe) (27 มีนาคม ค.ศ. 1886 – 17 สิงหาคม ค.ศ. 1969) เป็นสถาปนิกชาวเยอรมัน[1] เขามักรู้จักในชื่อ มีส ฟาน เดอร์ โรห์ ซึ่งเป็นนามสกุลของเขา โดยนักศึกษาอเมริกันและอื่น ๆ
 ลุดวิก มีส ฟาน เดอร์ โรห์ รวมถึงวอลเตอร์ โกรเปียส และเลอกอร์บูซีเย ได้รับการนับถืออย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้บุกเบิกแห่งวงการสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ มีสก็เป็นคนหนึ่งในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่สนใจที่เสาะแสวงหารูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบใหม่ ๆ ที่สามารถสื่อถึงยุคใหม่ เฉกเช่นที่ในยุคคลาสสิคหรือยุคกอธิค ที่มีมาก่อน เขาสร้างสรรค์รูปแบบสถาปัตยกรรมในศตวรรษที่ 20 ที่เห็นชัดถึงความโปร่งและความเรียบง่าย อาคารออกแบบของเขาจะใช้วัสดุสมัยใหม่ อย่างเช่น เหล็ก แผ่นกระจก เพื่อแสดงขอบเขตสถาปัตยกรรมภายใน เขามุ่งมั่นในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมที่ใช้โครงสร้างน้อยชิ้นในการจัดระเบียบโครงสร้างอย่างสมดุล ต่อพื้นที่เปิดโล่งอิสระ เขาเรียกอาคารของเขาว่า สถาปัตยกรรม “ผิวหนังและกระดูก” เขายังเสาะหาเหตุผล ในการออกแบบที่เป็นแนวทางกับขั้นตอนการออกแบบทางสถาปัตยกรรม ที่เป็นที่รู้จักในวิธีที่เรียกว่า “น้อยดีกว่ามาก” (less is more) และ God is in the details
ข้อมูลส่วนตัวของ ลุดวิก มีส ฟาน เดอร์ โรห์
ชื่อ ลุดวิก มีส ฟาน เดอร์ โรห์
สัญชาติ เยอรมัน 1886-1938/อเมริกัน 1938-1969
วันเกิด 27 มีนาคม ค.ศ. 1886
สถานที่เกิด อาเคิน, รัฐนอร์ดไรน์-เวสต์ฟาเลน, เยอรมนี
วันเสียชีวิต 17 สิงหาคม ค.ศ. 1969 (83 ปี)
สถานที่เสียชีวิต ชิคาโก, รัฐอิลลินอยส์, สหรัฐอเมริกา
การทำงานของ ลุดวิก มีส ฟาน เดอร์ โรห์
อาคารเด่นของ ลุดวิก มีส ฟาน เดอร์ โรห์
: Barcelona Pavilion
: Tugendhat House
: Crown Hall
: Farnsworth House
: 860-880 Lake Shore Drive
: Seagram Building
: New National Gallery
รางวัลและเกียรติยศของ ลุดวิก มีส ฟาน เดอร์ โรห์
: Order Pour le Mérite (1959)
: Royal Gold Medal (1959)
: AIA Gold Medal (1960)
: Presidential Medal of Freedom (1963)

อังเดร มารี แอมแปร์ (Andre Marie Ampere) เจ้าของชื่อหน่วยวัดปริมาณกระแสไฟฟ้า “แอมแปร์”

อังเดร มารี แอมแปร์ (Andre Marie Ampere) 




เจ้าของชื่อหน่วยวัดปริมาณกระแสไฟฟ้า “แอมแปร์”   “อังเดร มารี แอมแปร์” (Andre Marie Ampere) เป็นนักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสที่ชอบคิดและชอบทดลองมาตั้งแต่เด็ก พอๆ กับการเป็นครู การค้นพบของเขาทำให้เขาได้รับเกียรติโดยนักวิทยาศาสตร์ ในสมัยต่อมาได้ใช้ชื่อของเขาคือ “แอมแปร์” เป็นหน่วยของการวัดขนาดของกระแสไฟฟ้าที่ไหลบนตัวนำ

          อังเดร มารี แอมแปร์ เกิดเมื่อวันที่ 22 มกราคม ปีค.ศ.1775 ในฝรั่งเศส บิดามีอาชีพเป็นพ่อค้า แต่เมื่อทราบว่าลูกชายสนใจในทางคณิตศาสตร์ก็ให้การสนับสนุนโดยส่งเขาไปเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุดในเมือง หลังจากเรียนจบเขาก็ทำงานเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ เคมี และภาษาศาสตร์ ในโรงเรียนราษฎร์แห่งหนึ่งในเมืองลีออง และได้เป็นศาสตราจารย์ผู้ควบคุมการทดลองทางฟิสิกส์ประจำวิทยาลัยในฝรั่งเศส ในปีค.ศ.1824
          ในระหว่างที่แอมแปร์ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์นั้น เขาก็ได้ค้นพบจากการทดลองว่า กระแสไฟฟ้าไม่เพียงแต่จะทำให้เข็มแม่เหล็กบ่ายเบนเท่านั้น แม้แต่กระแสไฟฟ้าด้วยกันก็ยังมีปฏิกิริยาเกิดขึ้น โดยการที่เขาใช้ตัวนำคือเส้นลวดต่อกับแบตเตอรี่แบบวอลตาอิค 2 เส้น และวางเส้นลวดทั้งสองให้ขนานกัน ปรากฏว่า เส้นลวดที่ทีกระแสไฟฟ้าไหลไปในทิศทางเดียวกันจะดึงดูดซึ่งกันและกัน แต่เมื่อกลับทิศทางกันเส้นลวดตัวนำก็จะผลักกัน แอมแปร์จึงสรุปเป็นกฎว่า “เส้นลวดที่มีกระแสไฟไหลผ่านมีอำนาจเช่นเดียวกับแม่เหล็ก”
          จากผลการทดลองของเขาทำให้นักวิทยาศาสตร์ในสมัยต่อมานำชื่อของเขาคือ “แอมแปร์” มาตั้งเป็นหน่วยของการวัดขนาดของกระแสไฟฟ้าที่ไหลบนตัวนำคือกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ หมายถึงกระแสไฟฟ้าที่สามารถแยกเงินบริสุทธิ์ออกจากสารละลายเกลือเงินไนเตรท 0.1 กรัม ที่อุณหภูมิ 20o เซลเซียส ได้หนัก 0.001,118 กรัม ในเวลา 1 นาที
          แอมแปร์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ปี ค.ศ. 1836 ที่เมืองมาร์เซลล์ เมื่อมีอายุ 61 ปี

เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin)

เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin) 



นักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับไฟฟ้า การพิมพ์ และการเกษตรบุคคลสำคัญของโลกอีกผู้หนึ่ง คือ “เบนจามิน แฟรงคลิน” (Benjamin Franklin) เป็นนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับไฟฟ้า การพิมพ์ และการเกษตร แม้เขาจะมีโอกาสเรียนหนังสือในโรงเรียนน้อยมาก แต่จากการเป็นนักอ่าน นักค้นคว้าและนักประดิษฐ์นี่เอง ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น

          เขาเกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม ปี ค.ศ.1706 ในประเทศอังกฤษ มีพี่น้องทั้งหมด 17 คน เขาเป็นคนที่ 15 บิดามีอาชีพเป็นคนผลิตเทียนไขกับสบู่ ครอบครัวได้ลี้ภัยทางศาสนาจากประเทศอังกฤษไปตั้งรกรากอยู่ในอเมริกา ซึ่งขณะนั้นเป็นอาณานิคมของอังกฤษตั้งแต่เขายังอายุน้อย บิดาได้ส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนซึ่งตั้งอยู่ใกล้บ้าน แต่ผลการเรียนไม่ค่อยดีนักเพราะอ่อนคำนวณ บิดาจึงให้ออกจากงานโรงเรียนมาช่วยงานทางบ้าน ซึ่งเขาไม่ค่อยชอบงานด้านนี้นัก เพราะชอบงานทางด้านหนังสือมากกวาา บิดาจึงส่งไปอยู่กับพี่ชายที่เมืองบอสตัน ซึ่งมีกิจการโรงพิมพ์เป็นของตัวเอง
          เบนจามิน แฟรงคลิน เริ่มฝึกงานช่างพิมพ์ด้วยเหตุว่าเขาสนใจงานด้านนี้มาก่อน จึงตั้งอกตั้งใจทำงานประกอบกับสนใจทางด้านหนังสือ จึงฝึกเขียนบทความลงในหนังสือ โดยสอดไว้ในกองต้นฉบับโดยไม่บอกให้พี่ชายทราบ เจมส์ซึ่งเป็นพี่ชายเมื่ออ่านดูก็ชอบใจและนำลงพิมพ์ออกสู่ท้องตลาดโดยไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร ข้อเขียนนั้นได้รับความนิยมอย่างสูง จนมีการลงพิมพ์ผลงานชิ้นอื่นๆ อีกหลายชิ้น แต่พอความจริงเปิดเผยออกมา เจมส์กลับโกรธมาก และไม่ยองลงเรื่องที่เบนจามินเขียนอีกเลย เมื่อขัดใจกับพี่ชายจึงลาออกจากงานเดินทางไปเมืองฟิลาเดลเฟีย เพื่อทำงานด้านการพิมพ์ของตัวเองขึ้นบ้าง
          ในขณะเดียวกันเขาก็เริ่มสนใจเกี่ยวกับไฟฟ้า โดยเฉพาะปรากฏการณ์ทางธรรมชาติคือฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่าซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีใครให้คำตอบที่ถูกต้องได้ ในปีพ.ศ.1752 จึงเริ่มค้นหาความจริงเกี่ยวกับไฟฟ้าในอากาศ โดยใช้วิธีชักว่าวขึ้นไปบนท้องฟ้าเวลาฝนตกซึ่งเป็นการทำที่เสี่ยงอันตรายมาก ว่าวของเขาทำจากผ้าแพรปิดบนโครง มีเหล็กแหลมติดที่ตัวว่าว ปลายสายผูกลูกกุญแจทองเหลืองและใช้ริบบิ้นผูกกับสายว่าวอีกทีหนึ่งเพื่อใช้เป็นที่จับ พอฝนเริ่มตั้งเค้า เขาก็เริ่มส่งว่าวขึ้นสู่ท้องฟ้า พอโดนฝนสายเชือกที่ชักว่าวก็เปียกโชก มันจึงกลายเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี และไฟฟ้าในกลุ่มเมฆก็เคลื่อนที่จากตัวว่าวมาสู่ลูกกุญแจทางสายป่าน เบนจามินทราบดีว่าริบบิ้นเป็นฉนวนป้องกันไม่ให้ไฟฟ้าไหลผ่านเข้าสู่ตัวเขา ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รับอันตรายจากการทดลองครั้งนี้
          เขาทำการทดลองต่อไป โดยเอาเศษหญ้าจ่อชิดลูกกุญแจ ก็เกิดประกายไฟจากลูกกุญแจมาสู่มือของเขา และเมื่อเขาลองเอากุญแจหย่อนลงเกือบถึงพื้นดิน ก็เกิดประกายไฟฟ้าระหว่างพื้นดินกับลูกกุญแจอีก เขาจึงลงความเห็นว่าไฟฟ้าที่มีอยู่ในอากาศนั่นเองเป็นตัวการทำให้เกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า การจะป้องกันอันตรายที่จะเกิดจากการถูกฟ้าผ่าก็คือการระบายประจุออกจากไฟฟ้าที่มีสะสมอยู่ในก้อนเมฆในอากาศให้ลดน้อยลง ซึ่งจะทำได้ก็โดยการใช้โลหะปลายแหลมและสายไฟฟ้าที่เป็นสื่อไฟฟ้าตั้งไว้ในที่สูงแล้วต่อมายังพื้นดิน และฝังส่วนปลายที่จ่อลงดินไว้กับแผ่นโลหะขนาดใหญ่ให้ลึกเพื่อเป็นการระบายประจุไฟฟ้า แต่ต้องไม่ให้สายที่ต่อนั้นโค้งงอจนเป็นมุมฉาก เพราะอาจเกิดการลัดวงจรได้ ซึ่งอุปกรณ์ชนิดนี้ซึ่งเรียกกันว่า “สายล่อฟ้า”
          นอกจากการคิดประดิษฐ์สายล่อฟ้าแล้ว เขาก็ยังมีความรอบรู้เกี่ยวกับเกษตร โดยเป็นคนแรกที่แนะให้เกษตรกรแก้ความเป็นกรดของดินโดยการโรยปูนขาว ซึ่งนับเป็นประโยชน์ในการเกษตรกรรมเป็นอันมาก
          จากการเป็นนักคิดนักประดิษฐ์นี่เอง ทำให้เขาได้รับการยกย่องและได้รับเกียรติจากราชสมาคมอังกฤษให้เข้าเป็นสมาชิกด้วย ซึ่งการเข้าเป็นราชสมาคมอังกฤษสมัยนั้นนับว่ายากที่สุด และสิ่งที่น่าสรรเสริญเกี่ยวกับตัวเขาอีกอย่างหนึ่งนั่นคือ ผลงานและสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ของเขานั้น ไม่เคยนำไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์เลย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อื่นมีสิทธิ์ที่จะประดิษฐ์สิ่งนั้นขึ้นใช้ได้ นอกจากจะไม่หวงผลงานแล้ว เขากลับส่งเสริมและแนะนำบุคคลอื่นๆ ให้มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่เขารู้อีกด้วย นับว่าเขาเป็นคนที่น่ายกย่องสรรเสริญที่สุดคนหนึ่ง
          เมื่ออเมริกาได้รับอิสรภาพ เขาก็ได้รับการติดต่อให้เข้ารับตำแหน่งหน้าที่อันใหญ่โตผู้หนึ่งในคณะผู้บริหาร แต่เขาก็ตอบปฏิเสธไปโดยเห็นว่าตัวเองอายุมากแล้ว และอยากจะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบกับงานเขียนและงานพิมพ์ที่เขาชื่นชอบ เขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1790 ขณะมีอายุได้ 84 ปี

อเลสซานโดร โวลตา : Alessandro Volta

อเลสซานโดร โวลตา : Alessandro Volta
เกิด        วันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1745 ที่เมืองโคโม (Como) ประเทศอิตาลี (ltaly)
เสียชีวิต วันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1827 ที่เมืองโคโม (Como) ประเทศอิตาลี (ltaly)
ผลงาน   - ประดิษฐ์เครื่องประจุไฟฟ้าสถิต (Electrophorus)
             - ประดิษฐ์อุปกรณ์สำหรับเก็บประจุไฟฟ้า (Capacitor)
             - อุปกรณ์สำหรับตรวจวัดชนิดของประจุไฟฟ้า (Electroscope)
             - ประดิษฐ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ชื่อว่า โวลตาอิค ไพล์ (Voltaic Pile) หรือแบตเตอรี่ไฟฟ้า


         โวลต์ (Volt) เป็นชื่อของหน่วยวัดแรงเคลื่อนที่ทางไฟฟ้า ซึ่งมาจากชื่อของนักวิทยาศาสตร์ผู้ประดิษฐ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขึ้น สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก ในปัจจุบันไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นมากต่อชีวิตประจำวัด แม้ว่าไฟฟ้าจะถูกค้นพบตั้งแต่ปี 600 ก่อนคริสต์
ศักราช โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวกรีกนามว่าเทลีส (Thales) แต่การค้นพบของเทลีสเป็นเพียงการพบไฟฟ้าสถิต (Static
Electricity) เทลีสได้นำแท่งอำพัน ถูกับเสื้อผ้าที่ทำด้วยขนสัตว์อย่างรวดเร็วจากนั้นเขาพบว่าแท่งอำพันสามารถดูดวัตถุเบา ๆ
อย่างกระดาษชิ้นเล็ก ๆ เส้นผม ขน หรือเศษฝุ่นบนพื้นได้ การที่เป็นเช่นนี้ได้เพราะว่า เมื่อนำแท่งอำพันไปถูกับขนสัตว์ทำให้อิเล็กตรอน
เคลื่อนที่จากผ้าขนสัตว์ไปยังแท่งอำพัน ทำให้แท่งอำพันเกิดประจุไฟฟ้าบลให้พับวัตถุนั้นจนเกิดความสมดุลของประจุไฟฟ้าแท่ง
อำพันก็จะไม่ดูดวัตถุนั้นได้อีก การค้นพบของเทลีสถือว่าเป็นเพียงก้าวแรกของความเจริญทางด้านไฟฟ้าเท่านั้น ต่อมาโวลตา
นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีได้ทำให้ไฟฟ้ามีความเจริญมากขึ้นไปอีกโดยการประดิษฐ์เครื่องมือหลายอย่างที่เกี่ยวกับไฟฟ้า ผลงานที่
สำคัญและมีชื่อเสียงก็คือเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรือแบตเตอรี่ไฟฟ้า อันเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์และมีความสำคัญอย่างมาก ในการที่
จะผลิตกระไฟฟ้า

         โวลตาเกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1745 ที่เมืองโคโม ประเทศอิตาลี ประวัติส่วนตัวของเขาไม่มีใครทราบแน่ชัด รู้เพียง
แต่ว่าโวลตาอยู่ในความอุปการะของญาติคนหนึ่ง โวลตาได้รับการศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนพับลิคแห่งเมืองโคโม และเข้าศึกษาต่อใน
วิชาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองโคโม หลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโคโมแล้ว โวลตาได้เข้าทำงานเป็นครูสอนวิชาฟิสิกส์
ที่โรงเรียนรอยัล เซมมิเนร์ โรงเรียนมัธยมในเมืองโคโมนั่นเอง ต่มาในปี ค.ศ. 1771 เขาได้รับการแต่งตั้งในเป็นศาสตราจารย์
ประจำภาควิชาเคมี ที่มหาวิทยาลัยโคโม และในปี ค.ศ. 1774 เขาได้รับการแต่งตั้งในเป็นศาสตราจารย์ ประจำภาควิชาฟิสิกส์ใน
มหาวิทยาลัยแห่งเดียวกันในระหว่างที่เขาทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้โวลตาได้ศึกษาเกี่ยวกับไฟฟ้า และในปี ค.ศ. 1775 โวลตา
ได้ประดิษฐ์เครื่องประจุไฟฟ้าสถิตขึ้น เขาเรียกเครื่องนี้ว่า "เครื่องประจุไฟฟ้าสถิต (Electrophorus)" ในปีต่อมาเขาได้ทำการ
ค้นคว้าเกี่ยวกับก๊าซมาร์ช ผลจากการทดลองค้นคว้าเขาได้เขียนลงในหนังสือชื่อว่า Lettere Sull Aria Ifiammabile delle
Paludi เขาไม่ได้หยุดการค้นคว้าแต่เพียงเท่านี้ ในปี ค.ศ. 1777 เขาได้ประดิษฐ์อุปกรณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าขึ้นอีกหลายชิ้นได้แก่
คาแพคซิเตอร์ เป็นอุปกรณ์สำหรับเก็บประจุไฟฟ้า (Capacitor) และ อิเล็กโทรสโคป เป็น อุปกรณ์สำหรับตรวจวัดชนิดของประจุ
ไฟฟ้า (Electroscopes) นอกจากนี้เขายังได้ประดิษฐ์ตะเกียงแก๊ส และออดิโอมิเตอร์ (Audio meter) อีกด้วย จากผลงานต่าง ๆ
การประดิษฐ์อุปกรณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าหลายชนิด ทำให้ โวลตามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้น และในปี ค.ศ. 1779 เขาได้รับเชิญจาก
มหาวิทยาลัยปาเวีย (Pavia University) ให้เข้าดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ แม้ว่าเขาจะมีหน้าที่การงาน
และชื่อเสียงมากขึ้น โวลตาก็ยังทำการค้นคว้าเกี่ยวกับไฟฟ้าตลอดเวลา

         จนกระทั่ววันหนึ่งเขาได้รับทราบข่าวว่ามีการค้นพบไฟฟ้าจากกบของลุยจิ กัลวานี (Luigi Galvani) นักวิทยาศาสตร์ชาว
อิตาลีซึ่งพบโดยบังเอิญขณะสอนวิชากายวิภาคเกี่ยวกับกบ เมื่อกัลวานีใช้คีมแตะไปที่ขากบที่วางอยู่บนจานโลหะ ทันใดนั้นขากบก็
กระตุกขึ้นมา สร้างความประหลาดใจให้แก่เขาและนักศึกษาภายในห้องนั้น จากนั้นเขาก็ทำการทดลองแบบเดียวกันนี้ซ้ำอีกหลายครั้ง
ซึ่งผลก็ออกมาเหมือนกันทุกครั้ง จากผลการทดลอง กัลวานีจึงสรุปว่ากบมีไฟฟ้าอยู่ทำให้เกิดปฏิกิริยาขึ้นเมื่อใช้คีมแตะตัวกบ เพราะ
คีมทำจากเหล็กซึ่งเป็นสื่อไฟฟ้า

         เมื่อโวลตาได้มีโอกาสอ่านหนังสือของกัลวานีทำให้เขาทำการทดลองตามแบบของกัลวานีแต่ทดลองเพิ่มเติมกับสิ่งอื่น เช่น ลิ้น
โดยนำเหรียญเงินมาวางไว้บนลิ้น และนำเรียนทองแดงมาไว้ใต้ลิ้น ปรากฏว่าเขารู้สึกถึงรสเค็มและลิ้นกระตุก จากผลการทดลอง
โวลตาพบว่า อันที่จริงแล้วกบไม่ได้มีไฟฟ้า แต่การที่ขากบนั้นเกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีของโลหะที่ถูกเชื่อมโยงด้วยกรดเกลือซึ่งมีอยู่
ในสัตว์ รวมถึงกบและมนุษย์ด้วย จากผลการทดลองครั้งนี้ โวลได้ทดลองสร้างกระแสไฟฟ้าขึ้น โดยการใช้ชามอ่าง 2 ใบ จากนั้นก็ใส่
น้ำเกลือ และหนังฟอกที่ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ลงไป จากนั้นนำแผ่นเงินและสังกะสี ขนาดประมาณเท่าเหรียญเงิน มาประกบกันจำนวน 8 คู่
โดยเริ่มจากแผ่นสังกะสีก่อนแล้วจึงเป็นแผ่นเงิน จากนั้นจึงนำมาวางบงบนโลหะยาวเพื่อเชื่อมโลหะทั้งหมดเป็นแท่งที่ 1 ส่วนอีกแท่ง
หนึ่งทำให้ลักษณะเดียวกันแต่ใช้แผ่นเงินวางก่อนแล้วจึงใช้แผ่นสังกะสี จากนั้นนำโลหะทั้ง 2 แท่ง ใส่ลงในชามอ่างทั้ง 2 ใบ ซึ่งวาง
อยู่ใกล้กันแต่ไม่ติดกัน จากนั้นใช้ลวดต่อระหว่างแท่งโลหะในอ่างทั้ง 2 อ่าง เมื่อทดสอบปรากฏว่ามีกระแสไฟฟ้าอยู่บนเส้นลวดนั้น

        ในปี ค.ศ. 1788 โวลตาได้นำหลักการเดียวกันนี้มาประดิษฐ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้าชื่อว่า โวลตาอิคไพล์ (Voltaic Pile) หรือที่รู้จัก
กันดีในชื่อของ แบตเตอรี่ไฟฟ้า (Battery) ซึ่งถือได้ว่าเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าชนิดแรกของโลกที่เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีโดย
แบตเตอรี่ ของโวลตาใช้แผ่นทองแดงวางเป็นแผ่นแรก ต่อด้วยกระดาษชุบกรดเหลือ หรือกรดกำมะถัน ต่อจากนั่นใช้แผ่นสังกะสี
และกระดาษชุบกรดเกลือ หรือกรดกำมะถัน ซ้อนสลับกันเช่นนี้เรื่อยไปประมาณ 100 แผ่น จนถึงแผ่นสังกะสีเป็นแผ่นสุดท้าย ต่อจาก
นั้นใช้ลวดเส้นหนึ่ง ปลายข้างหนึ่ง่อกับแผนทองแดงแผ่นแรกส่วนอีกข้างหนึ่งต่อเข้ากับแผ่นสังกะสีแผ่นสุดท้าย ด้วยวิธีการเช่นนี้
จะทำให้ลวดเส้นดังกล่าวมีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ตลอด

         ต่อจากนั้นโวลตาได้ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับโวลตาอิค ไพล์ต่อไป จนพบว่ายิ่งใช้แผ่นโลหะมากแผ่นขึ้นเท่าไรก็จะทำให้เกิดกระแส
ไฟฟ้ามากขึ้นตามลำดับและได้นำหลักการดังกล่าวมาสร้างเครื่องโวลตาอิค เซล (Vlotaic Cell) โดยใช้โวลตาอิค ไพล์หลาย ๆ อันมา
ต่อกันแบบอนุกรมซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้ได้กระแสไฟฟ้ามากขึ้น และแรงกว่าที่ได้จากโวลตา อิค ไพล์

         และในปีเดียวกัน โวลตาได้ส่งรายงานผลการทดลองของเขาไปยังราชสมาคมแห่งกรุงลอนดอน (Royal Society of
London) โดยเขาตั้งชื่อผลงานชิ้นนี้ว่า Philosophical Transaction ซึ่งทางราชสมาคมได้ให้ความสนใจ และเผยแพร่
ผลงานของเขาลงในวารสารของทางสมาคมและเมื่อผลงานของเขาได้เผยแพร่ออกไป ทำให้เขามีชื่อเสียงได้รับการยกย่องจากวง
การวิทยาศาสตร์ และสาธารณชนเป็นอย่างมาก ผลงานของโวลตาชิ้นนี้ยังทำให้เกิดกระแสการค้นคว้าไฟฟ้าในวงการวิทยาศาสตร์
มากขึ้น ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ เขาสามารถล้มล้างทฤษฎีไฟฟ้าในสัตว์ (The Principle of Animal Electricity) ของกัลวานี
ลงไปได้ แต่กาารค้นพบของกัลวานีก็ยังมีข้อดี คือ ทำให้โวลตาสามารถค้นพบกระแสไฟฟ้าได้เป็นผลสำเร็จ

         จากผลงานชิ้นนี้ทำให้โวลตาได้รับรางวัลจากสถาบันวิทยาศาสตร์หลายแห่ง ได้แก่ ค.ศ. 1791 เขาได้รับการยกย่องให้เป็น
บุคคลสำคัญแห่งปี และได้รับเหรียญคอพเลย์ (Copley Medal) จากราชสมาคมแห่งกรุงลอนดอน ต่อมาในปี ค.ศ. 1802 เขาได้
รับเชิญจากพระเจ้านโปเลียนที่ 1 (King Napoleon I) แห่งฝรั่งเศส โวลตาได้นำการทดลองไปแสดงต่อหน้าพระพักตร์ซึ่งทรง
ชอบพระทัยเป็นอย่างมาก ทรงมอบเงินจำนวน 6,000 ปรังค์ ให้กับโฑวลตาเป็นรางวัลในครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้โวลตายังได้รับรางวัล
เหรียญทองจากสถาบันแห่งปารีส (Institute de Paris) หลังจากนั้นโวลตาได้เดินทางกลับประเทศอิตาลี ซึ่งประชาชนให้การ
ต้อนรับเขาเป็นอย่างดี อีกทั้งเขายังได้รับเชิญให้เข่าร่วมเป็นสมาชิกของสภาซีเนต แห่งลอมบาร์ดี้, ได้รับพระราชทานยศท่านเคานท์
(Count) และได้รับเชิญให้ดำรงตำแหน่งคณบดีประจำคณะปรัชญาที่ มหวิทยาลัยปาดัง (Padua University)

         โวลตาได้ทำการค้นคว้างานด้านไฟฟ้าของเขาอยู่ตลอด และได้พิมพ์เผยแพร่ผลงานลงในวารสารชื่อว่า Sceltad Opuscoli
ในประเทศอิตาลี

         ในปี ค.ศ. 1819 โวลตาได้ลาออกจากทุกตำแหน่งหน้าที่ เพราะเขาอายุมากแล้วต้องการจะพักผ่อน โวลตาเสียชีวิตในวันที่ 5
มีนาคม ค.ศ. 1827 ที่เมืองโคโม ประเทศอิตาลี จากการค้นพบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และบุกเบิกงานด้านไฟฟ้าให้มีความเจริญก้าวหน้า มากขึ้น ต่อมาในปี ค.ศ. 1881 ภายหลังจากที่โวลตาเสียชีวิตไปแล้ว 54 ปี ทางสภาไฟฟ้านานาชาติ (The International
Electrical Congress) ได้มีมติในที่ประชุมว่าควรตั้งชื่อหน่วยวัดแรงเคลื่อนที่ต่อเนื่องของไฟ

จอร์จ ไซมอน โอห์ม ( George Simon Ohm)

จอร์จ ไซมอน โอห์ม ( George Simon Ohm)
จอร์จ ไซมอน โอห์ม ( George Simon Ohm)

เกิด 16 มีนาคม ค.ศ.1787 เมืองเออร์แลงเกน เยอรมนี
เสียชีวิต 27 กรกฎาคม ค.ศ.1854 เมืองมิวนิค เยอรมนี

        เป็นนักวิทยาศาสตร์อีกคนที่เกิดมาในครอบครัวที่ฐานะไม่ดี พ่อของเขามีอาชีพทำช่างกุญแจและปืน แม้ฐานะจะไม่ดีแต่เขาก็ขวานขวายหาความรู้ใส่ตัวเสมอ เขาเข้าเรียนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ที่เออร์เลงเกน แต่อยู่ได้ปีกว่าๆก็ต้องลาออก เพราะขาดทุนทรัพย์ และมาเป็นครูสอนหนังสือที่ เมือง เบริ์น สวิสเซอร์แลนด์ และร่ำเรียนไปด้วย จนได้ปริญญาเอกทางคณิตศาสตร์ เขาสนใจเกี่ยวกับไฟฟ้ามาตลอดได้ทำการทดลองการเคลื่อนที่ของไฟฟ้าโดยใช้ตัวนำที่ดีคือ ทองแดง เงิน และอะลูมิเนียม เขาค้นพบเกี่ยวกับการไหลของไฟฟ้า คือ ยิ่งสายไฟมีความยาวมากเท่าใด ก็จะมีความต้านทานมาก จนเขาเขียนหนังสือชื่อ “ Die Galvannisehe Katte Mathermetisoh Bearbeitet “ และได้ตั้งกฎของโอห์ม ขึ้นโดยมีหลักการสำคัญว่า การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า เป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักดิ์ และเป็นปฏิภาคผกผันกับความต้านทาน ในปี ค.ศ. 1841 เขาได้รับมอบเหรียญ คอพเลย์ (Copley Medal) จากราชสมาคมกรุงลอนดอน เขาเสียชีวิตใน ปี 1854 ที่เมืองมิวนิค เยอรมัน แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ชื่อของเขายังถูกนำมาใช้เป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้า โดยสมาคมไฟฟ้านานาชาติ ใช้เรียกหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้าว่า 1 โอห์ม หมายถึง กระแสไฟฟ้า 1 แ อมแปร์ ไหลผ่านบนตัวนำไฟฟ้าภายใต้ความต่างศักดิ์ไฟฟ้า 1 โวลต์
ผลงานการค้นพบ ของ จอร์จ ไซมอน โอห์ม ( George Simon Ohm) 
  • ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักดิ์ไฟฟ้า
  • ตั้งกฎของโอห์ม (Ohm’s Law)

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

อุปกรณ์พื้นฐานสาขาอิเล็กทรอนิกส์

อุปกรณ์พื้นฐานสาขาอิเล็กทรอนิกส์


SOIC



7 segment



แผ่นบอร์ดวงจร



มัลติมิเตอร์



ทรานซิสเตอร์



ตัวเก็บประจุ-ตัวต้านทาน



ตัวต้านทาน